ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายหากวัคซีนโควิด-19 ดีเลย์

27/06/2021
|
3
|
0
|
0
|
0

แม้จะรู้ตัวหรือไม่ แต่เชื่อว่านักอ่านหลายคนน่าจะเคยมีช่วงเวลานี้กันทั้งนั้น เมื่อจู่ๆ วันหนึ่งเรารู้สึกไม่อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หรือไม่มีเล่มไหนที่ดึงดูดความสนใจจากเราได้อีกต่อไป ภาวะที่เรียกว่า ‘Reading Slump’ หรือจุดตกต่ำของการอ่านหนังสือ จึงถือเป็นฝันร้ายที่นักอ่านทั่วโลกไม่อยากเผชิญ เพราะไม่ใช่ว่าหนังสือเล่มนั้นๆ ไม่ดี น่าเบื่อ หรือไม่สนุก แต่เป็นเพราะตัวเราเองที่ ‘ไม่สามารถ’ อ่านมันได้เลยต่างหาก


ซึ่งภาวะหมดไฟในการอ่านหนังสือที่ว่าก็สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงอยากชวนทุกคนมาลองสังเกตตัวเองดูตามนี้

  1. เพิ่งอ่านหนังสือที่ดีมากๆ มาเล่มหนึ่ง จนรู้สึกว่าไม่สามารถหาหนังสือที่ดีเท่านี้ได้อีก
  2. ตรงข้ามกับข้อแรกก็คือ เพิ่งอ่านหนังสือเล่มที่แย่มากๆ มาเล่มหนึ่ง จนรู้สึกว่าไม่เชื่อใจหนังสือเล่มอื่น หรือไม่กล้าเปิดใจอ่านหนังสือของนักเขียนคนอื่น
  3. เหนื่อยเกินไปและมีภาระมากมายที่ต้องทำ จนไม่อยากหยิบหนังสือมาอ่าน เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ
  4. ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม เพื่อจะบังคับให้ตัวเองอ่านหนังสือมากขึ้น แต่กลับรู้สึกกดดันจนไม่สามารถเริ่มอ่านได้สักเล่ม หรือไม่มีความสุขเพราะคิดว่าตัวเองยังอ่านหนังสือไม่มากพอ
  5. รู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือทุกเล่มบนชั้น new releases เพราะกลัวตกข่าวหรือตกเทรนด์ (fear of missing out) มักจะพบได้ในบล็อกเกอร์ที่รีวิวหนังสือ หรือคนที่เริ่มนำงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ
  6. ก็แค่อ่านไม่ได้ แค่นั้น แม้จะพยายามแล้วก็ตาม

จะเห็นว่าบางสาเหตุคล้ายกับองค์ประกอบที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ได้แก่ ความเหนื่อยล้าที่ท่วมท้นจนเกินไป ความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพ และการขาดความสำเร็จ ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับการอ่านเท่านั้น แต่งานอดิเรกอื่นๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี หรือวาดรูป ก็สามารถเดินมาถึงจุดตกต่ำนี้ได้เหมือนกัน หรืออย่างภาวะ gaming slump ที่เหล่าเกมเมอร์จู่ๆ ก็ไม่มีแรงหรือความอดทนที่จะเล่นเกมต่อได้อีก แม้จะหาเกมใหม่ๆ เจ๋งๆ มาเล่นให้รู้สึกตื่นเต้นแล้วก็ตาม แต่กลับไม่สามารถเล่นได้นานหรือเล่นได้จนจบเกม

ซึ่งทั้งหมดนี้ เราเรียกรวมๆ ว่าเป็น ‘Hobby Burnout’ หรือภาวะหมดไฟในงานดิเรก เมื่อวันหนึ่งเรารู้สึกกดดันที่จะต้องทำงานอดิเรก หรือคิดว่าต้องทำออกมาให้เพอร์เฟ็กต์ จนหลงลืมว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะสร้างความผ่อนคลายให้กับเรามากกว่า

รวมถึงช่วงสถานการณ์โรคระบาดก็ยิ่งทำให้งานอดิเรกบางอย่างกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น เนื่องจากบางคนชอบทำกิจกรรมข้างนอกบ้าน เช่น เดินดูพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลอรี่ หรือเดินถ่ายรูปตามท้องถนน และเมื่องานอดิเรกนี้หายไป พวกเขาจึงรู้สึกว่างเปล่า เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี พอทำในสิ่งใหม่ๆ ก็รู้สึกไม่ใช่สำหรับตัวเอง


แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ภาวะหมดไฟในงานอดิเรกจะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย และขาดแรงบันดาลใจ จนวันหนึ่งเราไม่สามารถทำสิ่งที่เคยรักและชื่นชอบได้อีกต่อไป และนับว่าเป็นภาวะที่น่ากังวลพอสมควร เพราะงานอดิเรกถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างความสุข ความผ่อนคลาย และเสริมความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับมนุษย์ แต่เมื่อกิจกรรมนี้หายไปหรือไม่สามารถทำได้อีก จึงมีแนวโน้มที่เราอาจจะเจอกับภาวะซึมเศร้า หดหู่ หรือรู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่า ไร้ความหมายไปเลยก็ได้

ระบบ Accessibility
สำหรับผู้พิการ (WCAG 2.2 AAA)

ปรับการแสดงผลของเว็บไซต์ให้เหมาะสม เพื่อการเข้าถึงสำหรับทุกคน

ปรับขนาดตัวอักษร

ปรับขนาดตัวอักษรให้เหมาะสมกับการอ่าน

Contrast

ปรับความคอนทราสต์ของสี หรือแก้สีสำหรับผู้ที่แยกสีน้ำเงิน-เหลืองได้ยาก

Keyboard navigation

เน้นกรอบโฟกัสให้เห็นชัดขณะใช้ Tab, Shift+Tab เลื่อนลำดับการโฟกัส (กด Tab ครั้งแรกในหน้าเพื่อข้ามไปยังเนื้อหาหลัก)

Screen Reader

ใช้คู่กับโปรแกรมอ่านหน้าจอของเครื่อง (JAWS, NVDA, Narrator, VoiceOver, TalkBack) - เปิดสวิตช์นี้แล้วเว็บจะเติมชื่อให้ปุ่มไอคอนทุกปุ่ม เพื่อให้โปรแกรมอ่านออกเสียงได้ครบ

วิธีเปิดโปรแกรมอ่านหน้าจอ
  • Windows: กด Ctrl + ปุ่ม Windows + Enter เพื่อเปิด/ปิด Narrator (มีในเครื่องอยู่แล้ว) หรือติดตั้ง NVDA ฟรีจาก nvaccess.org แล้วกด Ctrl + Alt + N
  • macOS: กด Command + F5 เพื่อเปิด/ปิด VoiceOver
  • iPhone / iPad: ไปที่ การตั้งค่า > การช่วยการเข้าถึง > VoiceOver
  • Android: ไปที่ การตั้งค่า > การช่วยเหลือพิเศษ > TalkBack (หรือกดปุ่มเพิ่มและลดเสียงค้างไว้ 3 วินาที)

เมื่อเปิดโปรแกรมแล้ว กด Tab เพื่อไปยังลิงก์และปุ่มถัดไป กด Tab ครั้งแรกเพื่อข้ามไปยังเนื้อหาหลัก และใน NVDA / JAWS กด H เพื่อข้ามไปทีละหัวข้อ

เว็บไซต์นี้ออกแบบตามมาตรฐาน WCAG 2.2 ระดับ AAA เพื่อการเข้าถึงสำหรับทุกคน